VoIP และ SIP

VoIP คืออะไร เหมาะกับธุรกิจเมื่อไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร

VoIP คือการโทรผ่านเครือข่ายไอพีแทนสายโทรศัพท์แบบเดิม เหมาะกับธุรกิจหลายสาขาหรือทีมที่ต้องการวัดผลการโทร แต่ต้องเตรียมเครือข่าย ไฟสำรอง และเรื่อง PDPA ให้พร้อมก่อน

จัดทำโดย GW (ร่างด้วย AI ตรวจแหล่งอ้างอิงด้วย AI อีกชุด GW อนุมัติ) · GW Business International · ทะเบียนนิติบุคคล 0105552111558 · ใบอนุญาต กสทช. แบบที่หนึ่ง TEL1/2562/008 · ปรับปรุง 2 พ.ย. 2569

VoIP (Voice over Internet Protocol) คือเทคโนโลยีการสื่อสารเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทนการพึ่งพาสายโทรศัพท์ทองแดงแบบดั้งเดิม ระบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายการโทร เชื่อมโยงการทำงานหลายสาขา หรือกำลังพัฒนาทีมบริการลูกค้าและ Call Center ให้รองรับการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยสิ่งที่องค์กรต้องเตรียมพร้อมคือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีแบนด์วิดท์เพียงพอ การตั้งค่าจัดลำดับความสำคัญของสัญญาณเสียง (QoS) และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

VoIP คืออะไร และแตกต่างจากระบบโทรศัพท์เดิมอย่างไร

ในระบบโทรศัพท์พื้นฐานดั้งเดิม (PSTN - Public Switched Telephone Network) การโทรติดต่อสื่อสารจะอาศัยสายทองแดงวิ่งตรงจากชุมสายโทรศัพท์เข้ามายังตู้สาขา (PBX) ภายในอาคารสำนักงาน สัญญาณเสียงจะถูกส่งเป็นสัญญาณแอนะล็อกแบบคู่สายต่อคู่สาย ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสถานที่ การเพิ่มจำนวนคู่สายต้องเดินสายเคเบิลจริง และมีค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ตู้สาขาตามอายุการใช้งาน

ในทางกลับกัน เทคโนโลยี VoIP (Voice over Internet Protocol) หรือโทรศัพท์เสียงผ่านอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงพูดที่เป็นคลื่นแอนะล็อก ให้กลายเป็นแพ็กเก็ตข้อมูลดิจิทัล (Digital Data Packets) ผ่านอัลกอริทึมเข้ารหัสเสียง (Voice Codec) จากนั้นจึงส่งแพ็กเก็ตเสียงเหล่านี้เดินทางผ่านโครงข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต (IP Network) โดยใช้โพรโทคอลมาตรฐาน เช่น SIP (Session Initiation Protocol) ในการส่งคำสั่งเชื่อมต่อสาย และส่งข้อมูลเสียงพูดผ่าน RTP (Real-time Transport Protocol) ไปยังปลายทาง

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญ มีดังนี้:

  • การรวมศูนย์โครงสร้างพื้นฐาน: องค์กรไม่จำเป็นต้องเดินสายโทรศัพท์แยกต่างหากอีกต่อไป แต่สามารถใช้งานร่วมกับสายแลน (LAN) หรือระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเดิมของสำนักงานได้ทันที
  • อิสระจากที่ตั้งทางกายภาพ: หมายเลขโทรศัพท์ประจำที่ (เช่น เบอร์ขึ้นต้นด้วย 02 หรือเบอร์ประจำจังหวัด) ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสายเคเบิลที่โต๊ะทำงานอีกต่อไป พนักงานสามารถรับสายหรือโทรออกผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์แบบ IP Phone, โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ (Softphone) หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนจากที่ใดก็ได้

ธุรกิจไทยควรเริ่มเปลี่ยนมาใช้ VoIP เมื่อไร?

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบสื่อสารใหม่ทั้งหมดในทันที แต่หากเริ่มพบเงื่อนไขหรือสัญญาณเตือนต่อไปนี้ การพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ระบบ VoIP จะให้ความคุ้มค่าและความคล่องตัวที่สูงกว่า:

  1. องค์กรมีหลายสาขา หรือมีนโยบายทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work): เมื่อพนักงานต้องสลับระหว่างการเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่พัก หรือมีคลังสินค้าและหน้าร้านแยกตามภูมิภาค ระบบโทรศัพท์เดิมโอนสายหรือดูภาพรวมการรับสายข้ามสาขาได้ยาก แต่ VoIP ช่วยให้ทุกสาขาเชื่อมต่อเข้ามาเป็นวงโทรศัพท์ภายในเดียวกัน โทรติดต่อระหว่างสาขาได้โดยไม่เสียค่าโทรทางไกล
  2. ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์ภายนอกเป็นภาระต้นทุนคงที่สูง: ธุรกิจที่มีทีมขายทางโทรศัพท์ (Telesales) หรือฝ่ายติดตามทวงถามหนี้ที่ต้องโทรออกจำนวนมากต่อวัน การใช้คู่สายโทรศัพท์แบบเดิมมักมีค่าโทรเหมาจ่ายหรือคิดตามนาทีที่สูง การเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ผ่านโครงข่ายไอพีและเกตเวย์เสียงช่วยเปิดทางเลือกในการบริหารต้นทุนค่าโทรออกภายนอกได้อย่างยืดหยุ่นกว่า

ตารางเปรียบเทียบการตัดสินใจ: ระบบโทรศัพท์ 3 รูปแบบ

ปัจจัยการพิจารณาตู้สาขาเดิม (Traditional PBX / สายทองแดง)IP-PBX ติดตั้งภายในองค์กร (On-Premise IP-PBX)ระบบโทรศัพท์บนคลาวด์ (Cloud VoIP / Hosted PBX)
การลงทุนเริ่มต้น (CAPEX)สูง (ค่าตู้ฮาร์ดแวร์ ค่าเดินสายเคเบิลทองแดง)ปานกลาง-สูง (ค่าเครื่อง Server, Gateway, อุปกรณ์เครือข่าย)ต่ำ (จ่ายเฉพาะค่าอุปกรณ์ปลายทาง เช่น หูฟัง หรือ IP Phone)
ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง (OPEX)ค่าบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ และค่าเช่าคู่สายรายเดือนค่าดูแลเซิร์ฟเวอร์ ค่าอัปเกรดระบบ และค่าไฟฟ้าระบบค่าบริการสมาชิกรายเดือนหรือรายปีตามจำนวนผู้ใช้งานจริง
ความยืดหยุ่นในการเพิ่ม/ลดคู่สายทำได้ช้า ต้องรอช่างเทคนิคมาเดินสายสัญญาณใหม่ทำได้ปานกลาง ต้องอัปเกรด License หรือความจุเซิร์ฟเวอร์ทำได้เร็วผ่านหน้าจัดการของผู้ให้บริการ
การทำงานนอกสถานที่ / ทางไกลทำไม่ได้ ผูกติดกับโต๊ะทำงานและสายโทรศัพท์ในอาคารทำได้ แต่ต้องตั้งค่า VPN หรือเปิด Firewall ของบริษัททำได้อย่างราบรื่น ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่
ภาระการดูแลของทีมไอทีต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญการภายนอกเป็นหลักทีมไอทีภายในต้องดูแลความปลอดภัยและสำรองระบบเองฝ่ายเทคนิคไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ ผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบหลัก
ความเหมาะสมของธุรกิจธุรกิจที่มีโครงสร้างคงที่ ไม่ขยายสาขา และมีระบบเดิมอยู่แล้วองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทีมนักพัฒนาและมีศูนย์คอมพิวเตอร์ของตนเองธุรกิจ SMEs, ธุรกิจหลายสาขา และ Call Center ที่ต้องการความคล่องตัวสูง

วิธีคำนวณแบนด์วิดท์เครือข่ายก่อนเริ่มใช้งาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเปลี่ยนมาใช้ VoIP คือการคาดเดาความเร็วอินเทอร์เน็ตโดยไม่คำนวณปริมาณการใช้งานจริง การส่งสัญญาณเสียงผ่านเครือข่ายไอพีต้องการทั้งขนาดท่อส่งข้อมูล (Bandwidth) และความเสถียรของสัญญาณ

1. ทำความรู้จัก Codec เสียงและการกินแบนด์วิดท์จริง

อัตราการส่งข้อมูลของเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดข้อมูลเสียงดิบเท่านั้น แต่มีเรื่องของ Packet Overhead (ส่วนหัวของโพรโทคอล IP + UDP + RTP ขนาด 40 ไบต์ และส่วนหัวของ Ethernet ขนาด 18 ไบต์) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ:

  • Codec G.711: เป็นมาตรฐานเสียงคุณภาพสูง ไม่บีบอัด ให้เสียงคมชัดเทียบเท่าโทรศัพท์พื้นฐาน อัตราข้อมูลเสียงดิบอยู่ที่ 64 kbps เมื่อส่งแพ็กเก็ตทุกๆ 20 มิลลิวินาที (ms) และรวมขนาดส่วนหัวของ Ethernet เข้าไป แบนด์วิดท์ที่ใช้งานจริงจะอยู่ที่ 87.2 kbps ต่อ 1 สายต่อทิศทาง หมายความว่าต้องมีทั้งขาอัปโหลดและขาดาวน์โหลดอย่างละ 87.2 kbps [1][9]
  • Codec G.729: เป็นมาตรฐานที่บีบอัดสัญญาณเสียงเพื่อประหยัดเครือข่าย อัตราข้อมูลเสียงดิบอยู่ที่ 8 kbps เมื่อรวมส่วนหัวของเครือข่ายแล้ว จะใช้แบนด์วิดท์จริงอยู่ที่ 31.2 kbps ต่อ 1 สายต่อทิศทาง [1][9]

2. สูตรคำนวณแบนด์วิดท์สุทธิสำหรับองค์กร

ในการคำนวณ อย่าใช้จำนวนพนักงานทั้งหมด แต่ให้ใช้ จำนวนคู่สายที่โทรคุยพร้อมกันสูงสุด (Peak Concurrent Calls) เป็นเกณฑ์หลัก:

แบนด์วิดท์ที่ต้องจัดเตรียมต่อทิศทาง (kbps) = จำนวนสายพร้อมกันสูงสุด × แบนด์วิดท์ต่อสาย × 1.25

ตัวคูณ 1.25 คือค่าเผื่อ 25% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผู้เขียนเลือกเพื่อใช้คำนวณเบื้องต้น ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน ให้ปรับตามการวัดจริง

ตัวอย่างการคำนวณ: สำนักงานแห่งหนึ่งมีพนักงาน 40 คน แต่จากการสำรวจพบว่าในช่วงเวลาที่มีการติดต่อสูงสุด มีสายสนทนาพร้อมกันไม่เกิน 12 คู่สาย:

มาตรฐานเสียง12 สายพร้อมกันเผื่อ 25%
G.711 ที่ 87.2 kbps1,046.4 kbpsราว 1,308 kbps หรือ 1.31 Mbps ต่อทิศทาง
G.729 ที่ 31.2 kbps374.4 kbps468 kbps หรือ 0.47 Mbps ต่อทิศทาง

แม้ปริมาณข้อมูล 1.31 Mbps จะดูน้อยเมื่อเทียบกับความเร็วบรอดแบนด์ทั่วไป แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งค่า Quality of Service (QoS) บนเราเตอร์ของสำนักงาน เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแพ็กเก็ตเสียง (SIP/RTP) ให้อยู่ในกลุ่มความสำคัญสูงสุด ป้องกันไม่ให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่หรือการชมวิดีโอของพนักงานคนอื่นแย่งแบนด์วิดท์จนทำให้เสียงโทรศัพท์ขาดตอน

ตัวอย่างสถานการณ์จำลองในธุรกิจไทย (ตัวอย่างสมมติ)

บริษัท ก้าวหน้าพาณิชย์ จำกัด (ตัวอย่างสมมติ) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และมีคลังกระจายสินค้า 3 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี มีพนักงานรวม 60 คน

  • ปัญหาเดิมก่อนปรับปรุง: แต่ละคลังสินค้าติดตั้งเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานแยกกัน คลังละ 2 คู่สาย ลูกค้ามักโทรเข้ามาสั่งซื้อสินค้าแล้วเจอสายไม่ว่าง ขณะที่พนักงานติดต่อประสานงานข้ามสาขามีค่าโทรศัพท์ทางไกลและโทรเข้ามือถือสูง อีกทั้งผู้บริหารไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าในแต่ละวันมีลูกค้าโทรเข้ามากี่ราย และรับสายได้ทันเวลาหรือไม่
  • การนำระบบ VoIP มาปรับใช้: บริษัทตัดสินใจรวมเบอร์โทรศัพท์ส่วนกลางเป็นเบอร์เดียว โดยเปิดระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ (IVR) เมนูภาษาไทย เช่น "กด 1 สำหรับติดต่อแผนกขาย, กด 2 สำหรับตรวจสอบสถานะขนส่งภาคเหนือ, กด 3 ภาคอีสาน, กด 4 ภาคใต้" สัญญาณเสียงจะถูกส่งผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตตรงไปยังแอปพลิเคชัน Softphone บนคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่แต่ละสาขาได้ทันที

ข้อควรระวังและประเด็นทางกฎหมายในประเทศไทย

การติดตั้งและใช้งานระบบ VoIP ในประเทศไทย มีข้อกฎหมายและประเด็นทางเทคนิคที่ฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด:

1. กฎหมายด้านโทรคมนาคมและการกำกับดูแลโดย กสทช.

การให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

  • ประเภทใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม: ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้จำแนกใบอนุญาตเป็น 3 แบบ ได้แก่ ใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง (สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง), แบบที่สอง (สำหรับผู้ประกอบการที่มีหรือไม่มีโครงข่าย ซึ่งให้บริการเฉพาะกลุ่มบุคคล หรือไม่มีผลกระทบโดยนัยสำคัญต่อการแข่งขัน), และแบบที่สาม (สำหรับผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปจำนวนมาก หรืออาจมีผลกระทบโดยนัยสำคัญต่อการแข่งขัน) [5] องค์กรที่ซื้อบริการเสียงผ่านไอพีจึงควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจาก กสทช.
  • มาตรฐานคุณภาพบริการเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต: ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานสำหรับการให้บริการเสียงผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Voice over Internet Protocol หรือ Internet Telephony) ลงวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551 เป็นประกาศที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพบริการโดยตรง [2] ส่วนประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมฉบับที่ใช้บังคับปัจจุบัน ให้ตรวจจากเว็บไซต์ กสทช. โดยตรง
  • เกณฑ์ที่ใช้กันในงานเทคนิค (ไม่ได้มาจากประกาศข้างต้น): ความล่าช้าทางเดียวไม่เกิน 150 มิลลิวินาที [3] ความแปรปรวนของเวลา (Jitter) ไม่เกิน 30 มิลลิวินาที และแพ็กเก็ตสูญหายไม่เกิน 1% [4]

2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กับการบันทึกเสียง

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 [6]

  • เสียงสนทนาคือข้อมูลส่วนบุคคล: เสียงพูดที่สามารถระบุตัวตนของคู่สนทนาได้ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 6 [7]
  • ข้อกำหนดการบันทึกเสียง: หากระบบ Call Center หรือ VoIP มีการตั้งค่าบันทึกเสียงสนทนา มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล [7] ในทางปฏิบัติจึงมักใช้ข้อความเสียงก่อนเริ่มการสนทนา เช่น "สายนี้อาจได้รับการบันทึกเสียงเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการบริการ" เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์แก่คู่สนทนา
  • การรักษาความมั่นคงปลอดภัย: มาตรา 37 ให้จัดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีระบบตรวจสอบเพื่อลบข้อมูลเมื่อพ้นระยะ [7] ในทางปฏิบัติควรจำกัดสิทธิ์เข้าถึงไฟล์เสียงตามหน้าที่ และกำหนดอายุไฟล์ให้ชัด

3. ข้อจำกัดการโทรออกหมายเลขฉุกเฉิน (Emergency Calls)

โทรศัพท์ระบบ VoIP ทำงานผ่านไอพีแอดเดรสและสามารถล็อกอินใช้งานได้จากทุกจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ระบบอาจไม่สามารถระบุพิกัดที่ตั้งทางกายภาพของผู้โทรได้อย่างแม่นยำอัตโนมัติเหมือนคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องโทรติดต่อหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ เช่น 191 หรือ 1669 ธุรกิจควรจัดเตรียมคู่สายโทรศัพท์พื้นฐานสำรองไว้ในอาคารอย่างน้อย 1 คู่สาย หรือกำหนดแนวทางปฏิบัติให้พนักงานใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการแจ้งเหตุเพื่อระบุตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง

4. การสำรองพลังงานและระบบเชื่อมต่อสำรอง (Failover)

โทรศัพท์พื้นฐานแบบเดิมใช้ไฟจากสายทองแดงของชุมสาย จึงยังใช้งานได้แม้ไฟดับในอาคาร [8] แต่ระบบ VoIP ทำงานร่วมกับเร้าเตอร์ สวิตช์ และเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ หากไฟฟ้าดับหรืออินเทอร์เน็ตหลักขัดข้อง ระบบโทรศัพท์จะไม่สามารถทำงานได้

  • แนวทางแก้ไข: องค์กรต้องติดตั้งเครื่องสำรองไฟ (UPS) สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายหลัก และควรมีลิงก์อินเทอร์เน็ตสำรอง (Backup WAN) เช่น วงจรอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการคู่ขนาน หรือใช้ 4G/5G Cellular Gateway เพื่อสลับสัญญาณการโทรอัตโนมัติเมื่อโครงข่ายหลักมีปัญหา

ขั้นตอนถัดไปที่องค์กรทำได้ทันที

หากผู้บริหารหรือหัวหน้างานพิจารณาแล้วว่าองค์กรพร้อมสำหรับการยกระดับระบบโทรศัพท์ สามารถเริ่มดำเนินงานตามลำดับขั้นตอนดังนี้:

  1. สำรวจสถิติการใช้งานโทรศัพท์ในปัจจุบัน (Usage Audit): ตรวจสอบใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์ย้อนหลัง 3–6 เดือน บันทึกสถิติว่ามีค่าโทรในส่วนใดสูง (เช่น โทรข้ามสาขา หรือโทรหามือถือ) และตรวจนับจำนวนการโทรเข้า-ออกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเร่งด่วนเพื่อสรุปเป็นตัวเลข Peak Concurrent Calls
  2. ทดสอบความพร้อมของเครือข่ายสำนักงาน (Network Assessment): ให้ฝ่ายไอทีทำการทดสอบค่าความเสถียรของอินเทอร์เน็ต ทั้งค่า Ping, Jitter และ Packet Loss รวมทั้งตรวจเช็กอุปกรณ์เราเตอร์ว่ามีฟังก์ชันรองรับการตั้งค่า QoS สำหรับ SIP และ RTP หรือไม่
  3. จัดทำนโยบายและสคริปต์ข้อความตาม PDPA: ปรึกษาฝ่ายกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) เพื่อร่างข้อความเสียงตอบรับอัตโนมัติแจ้งเตือนการบันทึกเสียง พร้อมทั้งจัดทำบันทึกขั้นตอนการจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลเสียงให้สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติขององค์กร
  4. เริ่มทำโครงการนำร่อง (Proof of Concept - PoC): ทดลองนำระบบ VoIP มาใช้กับแผนกที่มีความต้องการเร่งด่วน เช่น ทีมบริการลูกค้าเฉพาะกิจ หรือทีมขายทางไกล โดยทดสอบการรับสายผ่านคอมพิวเตอร์และมือถือ วัดคุณภาพเสียงและความเสถียรก่อนที่จะเริ่มขยายผลการใช้งานไปยังทั้งองค์กร

แหล่งข้อมูล

ติดต่อ

เล่าโจทย์งานโทรออกของคุณ แล้วเราจะเสนอรูปแบบคู่สายเป็นลายลักษณ์อักษร

จำนวนพนักงาน ประเภทงาน และระบบที่ใช้อยู่ — เท่านี้ก็เริ่มคุยได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน